Living Circle | What’s the Update? EP. 01

จากบ้านนายแพทย์หลวง สู่สถานทูตเนเธอร์แลนด์ และที่ดินหมื่นล้านบนถนนวิทยุ

ปิดฉากที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์เกือบ 20 ไร่ บนถนนวิทยุ กับการเปลี่ยนผ่านสู่เจ้าของใหม่ในดีลกว่า 20,000 ล้านบาท

The former Dutch ambassador’s residence on Wireless Road, a white colonial-style mansion with high-rise towers behind it

ท่ามกลางอาคารสูงและโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรี่บนถนนวิทยุ ยังมีพื้นที่สีเขียวเกือบ 20 ไร่ที่ครั้งหนึ่งเคยซ่อนตัวอยู่หลังแนวรั้วของสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์

ที่ดินผืนนี้ไม่ได้มีความสำคัญเพียงเพราะมูลค่าระดับหมื่นล้านบาท แต่ยังเป็นพื้นที่ที่บันทึกเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงของกรุงเทพมหานครมายาวนานกว่าหนึ่งศตวรรษ ตั้งแต่ยุคที่บริเวณโดยรอบยังเป็นทุ่งนา สู่บ้านพักที่เกี่ยวข้องกับนายแพทย์หลวง ก่อนเปลี่ยนบทบาทมาเป็นสถานที่ทางการทูตของเนเธอร์แลนด์ที่อยู่คู่ถนนวิทยุมานานเกือบแปดทศวรรษ

และวันนี้ ที่ดินประวัติศาสตร์ผืนนี้กำลังก้าวเข้าสู่บทใหม่อีกครั้ง ภายใต้การเปลี่ยนผ่านสู่เจ้าของใหม่และความเป็นไปได้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ใจกลางกรุงเทพมหานคร

จากที่ดินประวัติศาสตร์ในสมัยรัชกาลที่ 5 สู่สถานทูตที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มาเกือบ 80 ปี และอนาคตที่อาจกลายเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับ Ultra-Luxury

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของกรุงเทพมหานคร ที่ดินแปลงใหญ่ใจกลางเมืองกำลังกลายเป็นทรัพย์สินที่หาได้ยากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะที่ดินประเภท Freehold ในย่านถนนวิทยุ หลังสวน และเพลินจิต ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลที่มีมูลค่าสูงที่สุดของประเทศไทย

ล่าสุด ที่ดินอดีตสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ เนื้อที่ 19 ไร่ 3 งาน 26.6 ตารางวา ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในวงการอสังหาริมทรัพย์ หลังมีรายงานการซื้อขายมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท และการเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ของไทย

แม้รายละเอียดการโอนกรรมสิทธิ์ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการต่อสาธารณะ แต่ข่าวดังกล่าวได้จุดประกายคำถามที่น่าสนใจว่า ที่ดินซึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย–เนเธอร์แลนด์ จะเปลี่ยนไปในทิศทางใด

ก่อนจะเป็นสถานทูต ที่ดินแห่งนี้เคยเป็นของใคร?

ประวัติศาสตร์ของที่ดินแปลงนี้ย้อนกลับไปได้ถึงช่วงปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ข้อมูลจากองค์กรอนุรักษ์มรดกสถาปัตยกรรมของเนเธอร์แลนด์ระบุว่า ในปี ค.ศ. 1911 พระองค์เจ้าสรรพศาสตร์ศุภกิจทรงได้มาซึ่งที่ดินที่เดิมมีสภาพเป็นทุ่งนา และมีการสร้างคฤหาสน์ขึ้นบนพื้นที่ดังกล่าว

คฤหาสน์แห่งนี้มีความเกี่ยวข้องกับนายแพทย์อัลฟองส์ ปัวซ์ (Dr. Alphonse Poix) นายแพทย์ชาวฝรั่งเศสผู้เคยถวายการรักษาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ต่อมาที่ดินได้เข้าสู่การถือครองของราชสำนัก และมีความเกี่ยวข้องกับพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งเคยใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ประทับ ก่อนที่ทรัพย์สินจะเปลี่ยนมือไปยังรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง

แม้เอกสารประวัติศาสตร์บางแหล่งจะระบุปีที่ก่อสร้างและรายละเอียดเจ้าของในช่วงแรกแตกต่างกัน แต่สิ่งที่ตรงกันคือ สถานที่แห่งนี้มีความผูกพันกับประวัติศาสตร์สยามมายาวนานก่อนจะกลายเป็นสถานทูต

จากคฤหาสน์เก่าสู่สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์

ในปี ค.ศ. 1949 รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ได้ซื้อที่ดินและคฤหาสน์แห่งนี้เพื่อใช้เป็นสถานที่ทำการทางการทูตและบ้านพักเอกอัครราชทูต โดยมีรายงานราคาซื้อในขณะนั้นประมาณ 1.85 ล้านบาท

สิ่งที่ทำให้สถานที่แห่งนี้มีเอกลักษณ์ ไม่ได้มีเพียงตัวอาคารเก่าแก่ แต่ยังรวมถึงสภาพแวดล้อมที่ร่มรื่นและสวนขนาดใหญ่ซึ่งหาได้ยากในใจกลางกรุงเทพฯ

คฤหาสน์เดิมมีลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโคโลเนียล ผสมผสานรายละเอียดแบบยุโรป มีหลังคาทรงจั่วและหอคอยที่เป็นจุดเด่น ขณะที่พื้นที่สวนได้รับการพัฒนาโดยผสมผสานแนวคิดภูมิทัศน์แบบยุโรปเข้ากับพืชพรรณเขตร้อน

ในปี ค.ศ. 1987 อาคารบ้านพักได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์อาคารจากสมาคมสถาปนิกสยามฯ และในปี ค.ศ. 2006 มีการเพิ่มอาคารสำนักงานสถานทูตที่ออกแบบโดย Bierman Henket สำนักงานสถาปนิกจากเนเธอร์แลนด์

ตลอดหลายทศวรรษ สถานที่แห่งนี้จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสำนักงานทางการทูต แต่ยังเป็นพื้นที่ต้อนรับแขกสำคัญ จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรม และส่งเสริมความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ

ความสัมพันธ์ไทย–เนเธอร์แลนด์ ที่ยาวนานกว่า 400 ปี

ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเนเธอร์แลนด์มีรากฐานย้อนไปถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีการติดต่อค้าขายระหว่างชาวดัตช์กับสยามตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 17

ต่อมาในปี ค.ศ. 1860 มีการจัดตั้งสถานกงสุลเนเธอร์แลนด์ในสยาม ภายหลังการทำสนธิสัญญาทางไมตรีและการค้า ก่อนที่ความสัมพันธ์ทางการทูตจะพัฒนาต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ความร่วมมือของทั้งสองประเทศครอบคลุมการค้า การลงทุน การเกษตร การบริหารจัดการน้ำ เทคโนโลยี และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ดังนั้น สถานทูตบนถนนวิทยุจึงมีคุณค่ามากกว่ามูลค่าที่ดิน เพราะเป็นหนึ่งในสถานที่ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศมาเป็นเวลาหลายชั่วอายุคน

เมื่อโลกเปลี่ยนไป บทบาทของสถานทูตก็เปลี่ยนตาม

ในอดีต สถานทูตจำเป็นต้องมีพื้นที่รองรับงานเอกสาร การให้บริการประชาชน การยื่นคำร้อง และกิจกรรมทางการทูตจำนวนมาก

แต่ปัจจุบัน เทคโนโลยีได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานของหน่วยงานภาครัฐทั่วโลก

หลายประเทศนำระบบออนไลน์ การนัดหมายล่วงหน้า การจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ หรือ Biometrics และผู้ให้บริการภายนอกมาใช้กับงานด้านวีซ่าและกงสุลมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อเดินทางไปเนเธอร์แลนด์ในประเทศไทย ปัจจุบันดำเนินการผ่านศูนย์รับคำร้อง VFS Global ในกรุงเทพฯ โดยการพิจารณาวีซ่ายังคงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจของเนเธอร์แลนด์

การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า สำนักงานทางการทูตในยุคใหม่อาจไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่ขนาดใหญ่สำหรับทุกกระบวนการเหมือนในอดีต

ในมุมมองด้านการบริหารทรัพย์สิน การถือครองที่ดิน Freehold ขนาดเกือบ 20 ไร่ บนทำเลที่มีมูลค่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ จึงนำไปสู่คำถามเรื่องความเหมาะสมของการใช้พื้นที่ ต้นทุนการดูแลรักษา และการบริหารสินทรัพย์ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้เป็นบริบทสำหรับการวิเคราะห์ ไม่ใช่ข้อสรุปยืนยันถึงเหตุผลที่รัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตัดสินใจขายที่ดินแห่งนี้

การย้ายสถานทูต และการสิ้นสุดของอาคารประวัติศาสตร์

ในเดือนมีนาคม ค.ศ. 2026 มีการประกาศแผนย้ายสถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ออกจากพื้นที่เดิมบนถนนวิทยุ ก่อนเริ่มดำเนินงาน ณ อาคาร Central Park Offices ภายในโครงการ Dusit Central Park ในเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน

การย้ายครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับความกังวลของกลุ่มอนุรักษ์เกี่ยวกับอนาคตของคฤหาสน์เก่าแก่ภายในพื้นที่

ต่อมาในวันที่ 2 ตุลาคม ค.ศ. 2026 มีรายงานว่าอาคารบ้านพักเอกอัครราชทูตเดิมซึ่งมีอายุมากกว่า 100 ปี ถูกทุบทิ้งแล้ว

เหตุการณ์ดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ เพราะแม้อาคารจะเคยได้รับรางวัลด้านการอนุรักษ์ แต่รางวัลดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าอาคารได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ

นี่จึงเป็นการเปลี่ยนผ่านที่มีทั้งมิติของมูลค่าทางเศรษฐกิจ และคำถามเกี่ยวกับการรักษามรดกทางสถาปัตยกรรมของเมือง

ดีลกว่า 20,000 ล้านบาท และเจ้าของใหม่ที่ตลาดกำลังจับตามอง

ต้นเดือนตุลาคม ค.ศ. 2026 สื่อธุรกิจไทยรายงานว่า กลุ่มปิยะสมบัติกุล ร่วมกับคุณชาลี โสภณพนิช แห่ง City Realty เป็นผู้เข้าซื้อที่ดินอดีตสถานทูตเนเธอร์แลนด์ ด้วยมูลค่าที่รายงานว่ามากกว่า 20,000 ล้านบาท

หากคำนวณจากมูลค่า 20,000 ล้านบาท บนพื้นที่ประมาณ 7,926.6 ตารางวา จะคิดเป็นราคาประมาณ 2.52 ล้านบาทต่อตารางวา

เมื่อเปรียบเทียบกับราคาซื้อที่มีรายงานในปี ค.ศ. 1949 ที่ประมาณ 1.85 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของมูลค่าที่ดินใจกลางกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลากว่า 70 ปีได้อย่างน่าสนใจ

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขราคาซื้อขายล่าสุดยังเป็นข้อมูลตามรายงานข่าว และไม่ควรถือเป็นราคาปิดการซื้อขายที่ได้รับการยืนยันจากเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์

อนาคตของที่ดินประวัติศาสตร์แห่งนี้จะเป็นอย่างไร?

มีรายงานถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยระดับ Ultra-Luxury หรือ Branded Residences รวมถึงพื้นที่ด้านสุขภาพและ Wellness

แต่จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีรายละเอียดโครงการที่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ

ด้วยขนาดที่ดินเกือบ 20 ไร่ กรรมสิทธิ์ Freehold และตำแหน่งที่ตั้งระหว่างถนนวิทยุกับซอยต้นสน ที่ดินแห่งนี้มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาโครงการระดับแลนด์มาร์กของกรุงเทพฯ

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นเจ้าของที่ดิน แต่คือเจ้าของใหม่จะสร้างคุณค่าอะไรขึ้นบนพื้นที่แห่งนี้ และการพัฒนาครั้งต่อไปจะสะท้อนอนาคตของกรุงเทพฯ ในรูปแบบใด

จากคฤหาสน์เก่าในสมัยรัชกาลที่ 5 สู่สถานทูตที่เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมายาวนาน วันนี้ที่ดินแห่งนี้กำลังเข้าสู่บทใหม่ของประวัติศาสตร์

Living Circle จะติดตามว่า ที่ดินประวัติศาสตร์เกือบ 20 ไร่ใจกลางกรุงเทพฯ แห่งนี้ จะกลายเป็นโครงการอะไรในอนาคต

Living Circle | What’s Update

แหล่งข้อมูลและกิตติกรรมประกาศ (Sources & Acknowledgements)

  • The Nation Thailand: รายงานข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินและกลุ่มผู้ซื้อที่ปรากฏในข่าว
  • Khaosod English: รายงานข่าวการรื้อถอนอาคารบ้านพักเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์เดิม
  • สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเฮก: ข้อมูลประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเนเธอร์แลนด์
  • สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย: ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับสถานทูตและการย้ายที่ทำการ
  • NetherlandsWorldwide: ข้อมูลอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับบริการยื่นคำร้องขอวีซ่าในประเทศไทย

บทความนี้รวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงโดย Living Circle อย่างเป็นอิสระ เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและนำเสนอในรูปแบบบทความ โดยอ้างอิงข้อมูลจากแหล่งที่มาที่ระบุไว้ข้างต้น และให้เครดิตแก่แหล่งข้อมูลต้นทางที่เกี่ยวข้อง

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือภาษี กฎเกณฑ์และอัตราอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

อ่านต่อ

บทความอื่น ๆ

บทความทั้งหมด